เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง
ช่วงเวลาหลายปีผ่านมานี้ ไม่ได้อ่านอะไรเป็นเรื่องเป็นราวนักนอกจากนิตยสารรายเดือนและนานาบล็อกบนอินเตอร์เน็ต อาจด้วยข้ออ้างที่เรียกว่าเวลา หรืออาจเป็นเพราะความขี้เกียจส่วนบุคคลที่ไม่สมควรลอกเลียนแบบ เวลาล่วงมาระยะหนึ่ง..ก็รู้สึกว่า คนเราไม่ว่าจะยังไงๆ ก็สมควรจะต้องอ่านอะไรบ้าง เพื่อเติมเต็มหัวให้คิด และชีวิตไม่ว่างเปล่า
สำหรับคนที่เคยฟังคุณมาโนช พุฒตาลจัดรายการวิทยุมาบ้าง จะคุ้นกับหลายชื่อที่ถูกเอ่ยถึงบ่อย เป็นต้นว่า “ไอ้จู้ด” เพื่อนสนิทผู้ล่วงลับ “โป่ง” นักดนตรีหนุ่มผมยาว ซึ่งตอนนี้เราจะคุ้นมากกว่าหากเอ่ยสร้อยต่อท้ายว่า หิน เหล็ก ไฟ และอีกชื่อที่ผ่านหูอยู่บ่อยหนและเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ นั่นคือ วรพจน์ พันธ์พงศ์
“เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง”
เป็นข้อเขียนที่มุ่งหวังให้เรามองผู้อื่นด้วยสายตาที่แม้จะไม่เข้าใจทุกสิ่ง แต่ก็มีใจยอมรับในสิ่งที่หลายคนเป็นอยู่ ไม่จำเป็นต้องยืนอยู่บนความเกลียดชัง แบ่งแยก โจมตี.. และไม่จำเป็นต้องละทิ้งในสิ่งที่เราเป็นด้วยเช่นกัน
มุมมองของคนบางกลุ่มจากบางอาชีพซึ่งไม่อาจเป็นอาชีพในฝันของใครได้ ขณะที่เราทุกคนต่างดิ้นรนปากกัดตีนถีบกับการมีชีวิตให้รอดในสังคมที่อาจมีนิยามว่า “สัปปะรังเค” ก็ทำให้เข้าใจวิถีของบางชีวิตและมีความสุขกับชีวิตของตนเองได้แม้ไม่อาจเทียบชั้นได้กับคำว่าเศรษฐี
กระแสตอบรับแบบน้ำซึมบ่อทราย ด้วยจำนวนครั้งที่ตีพิมพ์มาถึง 11 หน ลองหยิบขึ้นมาอ่านดู โลกอีกโลกหนึ่งที่เราไม่ทันเห็นอาจผุดพรายขึ้นมากลางใจ
**สำหรับแฟนคุณมาโนช ตามฟังการจัดรายการได้ที่ 96.5 คลื่นความคิด ในช่วงคนกรุงเก่าเล่าเรื่อง เวลาห้าทุ่มครึ่งถึงเที่ยงคืนครึ่งค่ะ**


