แฟชั่นใหม่ ไม่เท่ แต่ใช้เถอะ

หลายคนรู้จักไข้หวัด 2009 ข่าวทีวีรายงานทุกวันถึงยอดผู้ป่วย ผู้เสียชีวิต
รวมไปถึงวิธีป้องกัน หรือวิธีปฏิบัติตนเป็นประโยคง่ายๆ อย่าง “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” ที่ได้ยินแว่วๆ จากทีวีอีกเช่นกัน
เรากลับรู้สึกว่าข้อมูลที่ได้รับยังคลุมเครืออย่างไรชอบกล หรืออาจเป็นเพราะพลาดการติดตามข่าวสารไปเองก็เป็นได้
แต่ที่แน่ๆ ส่วนใหญ่แล้วก็มีข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตนี่แหละเป็นที่พึ่ง (ได้บ้าง)
ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ โรงพยาบาลวิภาวดี บอกว่า
- ใช้กระดาษทิชชู่ปิดปากและจมูกเมื่อไอ-จาม แล้วทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิดทันที
- ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เช่น เจลล้างมือ บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังไอ หรือจาม
- หลีกเลี่ยงการพบปะ หรือสัมผัสกับผู้ป่วย หากป่วยควรพักอยู่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสุ่ผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส ตา จมูก ปาก เพราะเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้
และอีกอย่างที่สำคัญและเป็นประเด็นอย่างมากในตอนนี้ ก็คือการใส่หน้ากากอนามัย หรือผ้าปิดปากนั่นเอง
ใครๆ ที่บอกว่าไม่น่ากลัว จะกล้าพูดได้เต็มปากหรือเปล่าว่าไม่กังวลอะไรเลยถ้ารู้ตัวว่าติดเข้าแล้ว ข่าวสารที่ออกมาก็ยังสับสนปนเป หลายคนก็ยังงงอยู่ว่าจะเชื่อใครได้บ้าง และความจริงอีกอย่างก็คือ หน้ากากอนามัยไม่ได้ช่วยป้องกันไวรัส เพราะไวรัสมีขนาดสามไมครอน และเท่าที่มีขายในท้องตลอดตอนนี้ก็มีขนาดใหญ่กว่าไวรัสทั้งสิ้น ตามหลักที่ถูกต้องแล้วผู้ป่วยต้องเป็นคนใส่หน้ากากที่ว่านี้ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย คนเราเมื่อไอหรือจามแล้ว รัศมีจะกระจายออกไปได้ราว 5 เมตรเลยทีเดียว
ตอนแรกเราเองก็ยังไม่ใส่ค่ะ เพราะว่าตัวเองไม่ได้ป่วย เมื่อนานวันเข้า ก็ได้ใช้รถสาธารณะแล้วพบว่าหลายคนที่ยืนเบียดอยู่ใกล้กับเรา บ้างก็ไอ บ้างก็จาม โดยปราศจากการปิดป้องใดๆ เลยเริ่มแหยงๆ แล้วก็ต้องหามาใส่เองบ้าง ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนส่วนใหญ่ไม่ยอมใช้กัน
- นั่นเป็นเพราะร้อยละ 90 ของคนที่พบเห็น จะมองกันเป็นตาเดียว มองเหมือนเราเป็นโรคร้าย โรคประหลาด
- ไปซื้ออาหาร บางครั้งคนขายทำท่ารังเกียจ ไม่ต้องพูดถึงลูกค้าคนอื่นในร้าน ที่มองประหนึ่งเราเป็นนักโทษแหกคุกออกมาซื้อของ
- บางคนถึงขนาด รีบเดินหนี ถอยห่าง ทันที่ที่เห็นว่ามีคนใส่หน้ากากอนามัยอยู่ใกล้
ส่วนตัวเรา นอกจากวิธีป้องกันที่ว่านี้แล้ว ก็พยายามรักษาร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงทั้งการตากฝน การเดินกลางแดดร้อนจัดๆ (แม้ว่าจะมีร่มก็ตาม) อย่างน้อยไม่ป่วยก็ดีกว่า แล้วก็อยากบอกคนป่วยทั้งหลายว่า หน้ากากอนามัยนั่น ใส่ๆ ไปเถอะ ถึงจะไม่เท่ แต่ก็เพื่อสุขภาพของเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมเดียวกันนะ


จริงๆ นะ ผมก็เพิ่งรู้มาเมื่อไม่นานนี่เอง คนไทยคิดว่า คนใส่หน้ากากคือคนที่ติดหวัด ทำให้ไม่มีคนใส่กัน ใส่แล้วกลายเป็นตัวประหลาด ถึงว่า ถึงไม่มีใครใส่ แม้มันจะกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่ก็ดีกว่าไม่ป้องกันอะไรตัวเองเลย
ใช่แล้วค่ะ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่ใส่อะไรเลย
วันนี้เพิ่งมีข่าวออกมาว่าคนขับรถตู้ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะแถวบางซื่อ ไล่ผู้โดยสารที่คาดผ้าลงจากรถ
กลายเป็นอย่างงั้นไปอีก สังคมไทย -_-”
จริงๆ น่าจะต้องคิดว่าใส่เพื่อป้องกันตัวเองด้วย ไม่ใช่แค่ป่วยเลยใส่ ไปๆมาๆ เลยเหมือนไม่ค่อยใส่กัน พอใส่ไป กลับโดนถามว่าไม่สบายเหรอ ซะงั้น
แต่เราก็ใส่นะคะ แบบว่าไม่สนใจอะ คนจะมองไงก็มอง ยิ่งขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า
จะว่าต้องไปพยายามให้รู้สึกว่าใส่แล้วเท่ เอามาเป็นกระแสแฟชั่นซะเลย คนจะได้อยากใส่กัน
ใช่เลย มีคนถามเราเหมือนกันค่ะ ว่าไม่สบายเหรอ บางคนมีทำเสียงตกใจด้วยว่า “เป็นไข้หวัดเหรอ!!”
แต่เราก็ไม่ค่อนสนใจเท่าไหร่ค่ะ ทำหน้ามึนๆ ไปวันๆ อิอิ
จนถึงวันนี้ ก็ดูว่าคนจะมองเราด้วยสายตาแปลกๆ น้อยลงแล้วค่ะ แล้วก็เห็นคนใส่มากขึ้น
แม้จะยังเห็นคนป่วยแต่ไม่ยอมใส่อยู่บ้าง แต่ก็ทำไงได้เนอะ
หรือจะเอาหน้ากากกันรังสีมาใส่เลยดีไม๊ จะได้สุดขั้วกันไปเลย 5555