เรื่องเล่าบนท้องถนน ในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

ศุกร์ ๑๕ พฤษภาคม เด็กๆ เปิดเทอมได้สองสามวัน พร้อมกับที่พายุมรสุมอะไรซักอย่างบุกประเทศไทย
คิดอยู่แล้วว่าวันนี้คงเป็นวันมหากาฬอีกวัน เลยตั้งใจออกจากบ้านเช้ากว่าปกติราวครึ่งชั่วโมง
พาตัวเองออกมาสู่ท้องถนน พร้อมสังหรณ์ลึกๆ ว่าวันนี้อาจไม่เหมือนเมื่อวาน
รถเคลื่อนไปเรื่อยๆ อย่างใจเย็น บางทีอาจเป็นเพราะถนนไม่ได้มีพื้นที่ข้างหน้าเหลือให้เหยียบคันเร่งได้มากนัก ซักพักรถคันที่เราขึ้นก็ชะลอตัวลงช้าๆ แล้วหยุดนิ่ง เป็นอาการปกติที่คนกรุงเทพรับรู้ได้เองว่าสิ่งนั้นคือ “รถติด” แต่ไม่เคยมีใครชินกับมันได้ซักที
ไม่อยากสนใจอะไรมาก เครียดมากก็กลัวจะแก่เร็วไปกว่านี้ เราเลือกจะพักสายตาอย่างเงียบๆ ความคิดสุดท้ายที่ดังในหัวคือ
“ติดได้ติดไป หลับให้สบายดีกว่า”
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ แต่งัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะเสียงคุยโทรศัพท์จากคนข้างๆ ที่นั่งคู่กัน
“ไม่ขยับเลย มันไม่ขยับเลย พี่คงไปไม่ทันแล้วล่ะวันนี้ ถ้าไงฝากด้วยนะ *&^%$#@” พร้อมๆ กับคำระบายความอัดอั้นตันใจอีกเป็นกระบุงโกย
ระหว่างนั้น เรามองสองข้างทาง แล้วพบว่า “ยังอยู่ที่เดิม ที่เดียวกับเมื่อตอนก่อนหลับ” นั่นเอง
สเต็ปสอง ขยับข้อมือดูเวลา ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เริ่มคิดว่าจะแวะกินอะไรเป็นข้าวเช้าดี ยังไงๆ ก็คงไปไม่ทันเวลาเข้างานแน่ๆ อยู่แล้ว หลากหลายเมนูลอยเข้ามาในความคิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวหมูกรอบ บะหมี่เกี๊ยวเป็ด ข้าวราดแกง กาแฟเย็น นมถั่วเหลือง หรืออาจจะโกโก้ปั่นเจ้าประจำดีไม๊น๊า ฯลฯ อืม หิวซะ
พี่คนข้างวางสายได้ไม่นาน คนข้างหลังห่างไปไม่ไกลก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาคุยบ้าง
“พี่ หนูลางานเลยแล้วกันวันนี้ สายตั้งสองชั่วโมงแล้ว ไม่ไปแล้วล่ะ”
“..เนี่ย ยังไปไม่ถึงไหนเลยอ่ะ นอนในรถมาหลายท่าแล้ว เบื่อมากเลยอ่ะ”
“ถ้าอยู่ใกล้ๆ คงเดินไปแล้วเนี่ยยย”
และอีก ฯลฯ พอวางหูแล้วเธอคนนั้นก็โดดลงรถไปด้วยท่าทางเบื่อหน่ายเกินบรรยาย
ส่วนเราไม่ได้โทรหาใคร เกิดความสงสัยขึ้นมาโดยพลันว่าวันนี้จะไปทันเที่ยงไม๊ หรืออาจจะแค่สิบโมง..หรือว่า..จะกลับเข้าบ้านเหมือนคนอื่นๆ ดี (หว่า) ฮ่าๆ
รถติดเหมือนตายอยู่กลางถนน สภาพผู้โดยสารและคนขับต่างอยู่ไม่เป็นสุขกันถ้วนทั่ว บ้างก็กดมือถือระบายอารมณ์ (หรือหาเพื่อนร่วมชะตากรรม) บ้างก็ถอนหายใจเฮือกๆ กระสับกระส่ายไปมา บางคนจับกลุ่มคุยกันเอง
เราพยายามหากิจกรรมทำยามว่าง mp๓ แบตฯ หมดก็ไม่ได้พกมา จะเอามือถือมาฟัง จส. ๑๐๐ ว่าจังหวัดนี้มีใครเดินทางไปไหนสำเร็จบ้างหรือเปล่า ก็ไม่มีสัญญาณวิทยุมากพอ พยายามจะเข้าเว็บผ่านมือถืออยู่ดีๆ มือถือก็ปิดตัวเอง (แม่เจ้า!) หนังสือที่พกใส่กระเป๋าเมื่อวานก็ดันเอาออกไปแล้ว สุดท้ายเลยคิดว่าไม่ควรดิ้นรนให้เหนื่อยเปล่า
สรุปว่า กลับไปเริ่มต้นหลับตาแล้วนอนนิ่งๆ หายใจทิ้งไปเปล่าๆ อีกหน –ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วล่ะนาทีนี้
รถติดอยู่อีกเกือบชั่วโมง จู่ๆ ถนนเกิดโล่งขึ้นมาอย่างปาฎิหาริย์ รถทุกคันเริ่มขยับเดินหน้า แล้วเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆๆ และพาเราไปถึงที่ทำงานด้วยความเร็ว ๑๕ นาทีต่อ ๒๕ กิโลเมตรได้อย่างหน้าตาเฉย ?
แวะกินข้าวก่อนเข้าออฟฟิศ ถึงแล้วฟังเพลง the Rain ของ Benjamin Diamond ประชดชีวิตซักสามรอบ
ระหว่างเขียนบล็อกอยู่ ฝนยังไม่หยุดตกดี รอลุ้นเย็นนี้อีกทีว่าจะสนุกสนานมะล่อกมะแล่กกันขนาดไหนนะคน กทม.


ของฉันก็ทุลักทุเลประมาณหนึ่ง คือพยายามทู่ซี้ออกสายแล้ว แต่ดันลืมของสำคัญซึ่งก็วิ่งไปแล้วเกือบครึ่งทาง ต้องนั่งรถย้อนกลับมาเอาที่บ้าน แล้วก็ออกไปใหม่ หอบของมากมาย ถึงที่ทำงาน 11 โมง
ที่น่าเจ็บใจประมาณหนึ่งคือ เสาร์-อาทิตย์ที่นั่งเขียนคอมเมนท์นี้ ฝนมันไม่ตกตอนเช้าแบบเวลาออกไปทำงานทั้งสองวัน ชิ
นั่นสิ คุณ cotton นี่มันอะไรกัน!! ยังกับพระเจ้ากลั่นแกล้งยังไงยังงั้นเลยล่ะ