สัญญาณไฟอัจฉริยะ

สัญญาณไฟอัจฉริยะ..ตอนยังไม่ได้ใช้ เราก็ยังไม่เห็นความสำคัญของมันเท่าไหร่
ยังเคยถามในใจว่า มันอัจฉริยะตรงไหนกันหนอ
ต่อเมื่อได้มีโอกาสได้ใช้บริการนั่นแหละ เราถึงเข้าใจ…
ตามท้องถนนทั่วไปของกรุงเทพมหานคร เราไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่นัก ในตัวเมืองเท่าที่เคยเห็นก็ถือ หน้าคณะแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์ฯ ที่อื่นๆ หากจะมี คาดว่าที่นั่นจะเป็นที่ๆ ถนนไม่กว้างมากนัก ไม่สามารถสร้างสะพานลอยได้
เมื่อต้องการข้ามถนน ก็แค่กดปุ่มที่เสาสัญญาณไฟ แล้วจะมีเสียงประกาศว่า “กรุณารอข้ามตามจังหวะสัญญาณไฟ”
เวลาที่สัญญาณไฟจะนับถอยหลัง และมีไฟเขียวสำหรับให้คนข้าม ประมาณ 10 วินาที ก็เท่ากับเวลาที่คุณจะสามารถวิ่งไปถึงฝั่งตรงข้ามได้อย่างไม่ต้องรีบเร่งจนเกินไป (แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถเดินทอดน่องได้อย่างสบายอารมณ์)
ส่วนตัวแล้ว ชอบใจกับสัญญาณไฟอัจฉริยะนี้พอสมควร เพราะคิดว่าการติดตั้งสัญญาณน่าจะใช้เวลาน้อยกว่าสร้างสะพานลอย และดีสำหรับผู้สูงอายุที่กำลังขา-เข่าไม่แข็งแรงเท่าไหร่นัก การเดินขึ้นสะพานลอยเป็นเหมือนยายม และการขอทางข้ามถนนก็ดูจะเสี่ยงชีวิตไม่ใช่น้อยสำหรับคนทุกเพศวัย
สัญญาณไฟอัจฉริยะน่าจะเป็นคำตอบ และนั่นทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมจึงต้องมีคำว่า อัจฉริยะ มาพ่วงท้าย
แต่เมื่อได้ใช้บริการบ่อยเข้า เราก็เริ่มเห็นว่า..
- บางครั้ง กำลังไฟเขียวสำหรับคนข้าม แต่รถบางคันก็ไม่ได้หยุด ที่เคยเจอ มีทั้งมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ บางครั้งวิ่งมาด้วยความเร็วสูงอีกต่างหาก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ทุกคนก็รู้กันดีว่าได้ไม่คุ้มเสียอยู่แล้ว แม้จะไฟเขียวสำหรับคนข้าม ก็ควรระวังตัวเองเมื่อข้ามเสมอ มองซ้ายมองขวาให้ดี
- หากมีคนกดขอสัญฐาณไฟถี่ๆ ก็ทำให้รถติดได้ เพราะต้องจอดให้คนข้ามในเวลาที่ใกล้ๆ กัน หากเป็นไปได้ ควรรอให้มีคนข้ามจำนวนหนึ่ง แล้วรอข้ามพร้อมกันทีเดียวไป จะได้ไม่ต้องกดกันบ่อยๆ
แม้สัญญาณไฟจะอัจฉริยะยังไง มนุษย์อย่างเราๆ ก็ยังคงต้องดูแลตัวเองอยู่ดี เพราะในโลกนี้ คงไม่มีอะไรอัจฉริยะเท่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ อีกแล้ว


สัญญาณไฟแบบนี้ เหมาะกับเมืองที่รถไม่พลุกพล่านมาก และเมืองที่ผู้คนมีความคิด มีระเบียบวินัย มีความรู้สึกถึงการเอื้อเฟื้อและอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งไม่เหมาะกับกรุงเทพฯ ครับ
สงสัยว่าคงจะจริงอย่างที่คุณแพทบอกซะแล้ว
ล่าสุด สัญญาณไฟที่เราไปใช้บ่อยๆ เห็นว่าตอนเช้าๆ ต้องมาเจ้าหน้าที่อาสามาทำหน้าที่โบกให้คนข้ามเองแล้วล่ะค่ะ